September 25, 2026
จากโพสต์ก่อน เราทราบแล้วว่า การตรวจพบ HPV ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งปากมดลูก
แล้วคำถามต่อมาคือ…
หากตรวจพบ HPV เหมือนกัน ทำไมบางคนเพียงติดตามอาการ แต่บางคนต้องตรวจเพิ่มเติม?
คำตอบคือ…แพทย์ไม่ได้พิจารณาเพียงผลว่า “พบเชื้อ” หรือ “ไม่พบเชื้อ” แต่จะประเมินข้อมูลหลายด้านร่วมกัน เพื่อประเมินความเสี่ยงของการเกิดรอยโรคก่อนมะเร็งและมะเร็งปากมดลูก
สิ่งที่แพทย์ใช้ประกอบการพิจารณา ได้แก่
1. ชนิดของเชื้อ HPV
เชื้อ HPV มีหลายสายพันธุ์ โดยบางสายพันธุ์จัดเป็นกลุ่มความเสี่ยงสูง (High-risk HPV) และมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูกมากกว่าสายพันธุ์อื่น
2. การติดเชื้อที่คงอยู่นาน (Persistent infection)
การติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 1–2 ปี แต่หากพบเชื้อชนิดเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ความเสี่ยงต่อการเกิดรอยโรคก่อนมะเร็งอาจเพิ่มขึ้น
3. ผลตรวจเซลล์ปากมดลูก (Pap test หรือ LBC)
ผลตรวจนี้ช่วยให้แพทย์ประเมินว่ามีความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ และใช้ร่วมกับผล HPV เพื่อวางแผนการติดตามหรือการตรวจเพิ่มเติม
4. การแสดงออกของยีน E6/E7 ของเชื้อ HPV
อีกหนึ่งข้อมูลที่อาจใช้ประกอบการประเมิน คือผล HPV mRNA ซึ่งตรวจการแสดงออกของยีน E6/E7 ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเกิดรอยโรคระดับสูงและมะเร็งปากมดลูก ทำให้สามารถช่วยประเมินความเสี่ยงทางคลินิกได้แม่นยำยิ่งขึ้นในผู้ที่ตรวจพบเชื้อ HPV
ดังนั้น ผู้ที่ตรวจพบ HPV ไม่ได้มีความเสี่ยงเท่ากันทุกคน การประเมินจะอาศัยข้อมูลหลายด้านร่วมกัน เพื่อช่วยแยกผู้ที่ควรได้รับการติดตามหรือการตรวจเพิ่มเติม ออกจากผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ
เพราะเป้าหมายของการตรวจคัดกรอง ไม่ใช่เพียงการค้นหาเชื้อ HPV แต่คือการระบุผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดรอยโรคที่มีนัยสำคัญ เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
65/17-18 ซอยวิภาวดีรังสิต 16/6 ถ.วิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. 10900
โทรศัพท์ : 02-690-0063, 086-306-2084 090-907-4230
แฟกซ์ : 02-690-0064
อีเมล : info@bccgroup-thailand.com